ไขมันในเลือดสูงเป็นปัญหาสุขภาพที่พบมากขึ้นในคนไทย โดยเฉพาะผู้ที่อายุเกิน 50 ปี ความน่ากลัวของภาวะนี้คือผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการใดๆ จนกว่าจะตรวจเลือดหรือเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง เช่น โรคหัวใจหรือหลอดเลือดสมองตีบ
วันนี้ ดร.เจิ้น อยากพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับไขมันในเลือดให้ลึกขึ้น ทั้งชนิดของไขมันที่เราควรรู้ ค่าที่ควรเฝ้าระวัง และวิธีดูแลตัวเอง ที่ทำได้จริงโดยไม่ต้องพึ่งยาในกรณีที่ยังไม่รุนแรง
ไขมันในเลือดมีกี่ชนิด แต่ละชนิดสำคัญอย่างไร
หลายคนเข้าใจว่าไขมันในเลือดคือสิ่งเดียวกันทั้งหมด แต่ความจริงแล้วไขมันในเลือดมีหลายชนิด และแต่ละชนิดมีบทบาทต่างกัน บางชนิดเป็นมิตร บางชนิดเป็นศัตรูที่เราควรเฝ้าระวัง
- คอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol) — ค่ารวมของไขมันทุกชนิดในเลือด ค่าปกติควรต่ำกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
- LDL (ไขมันไม่ดี) — เป็นตัวการสะสมในผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบตัน ค่าควรต่ำกว่า 130 หรือต่ำกว่า 100 ในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
- HDL (ไขมันดี) — ช่วยขจัดไขมันไม่ดีออกจากหลอดเลือด ยิ่งสูงยิ่งดี ควรมากกว่า 40 ในผู้ชาย และมากกว่า 50 ในผู้หญิง
- ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) — ไขมันที่ได้จากอาหารและตับสร้างขึ้น ค่าปกติควรต่ำกว่า 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
รู้หรือไม่?
คอเลสเตอรอลทั้งหมดมาจากอาหารใช่หรือไม่?
ไม่ใช่ทั้งหมด ความจริงแล้วคอเลสเตอรอลในร่างกายประมาณ 70-80% มาจากการสร้างของตับเอง ส่วนที่เหลือมาจากอาหาร นี่จึงเป็นเหตุผลที่บางคนกินอาหารน้อยมากแต่ยังมีไขมันในเลือดสูง เพราะพันธุกรรมและการทำงานของตับมีบทบาทสำคัญด้วย
ทำไมไขมันในเลือดสูงถึงน่ากลัว
เมื่อ ไขมัน LDL ในเลือดสูงเป็นเวลานาน มันจะค่อยๆ สะสมในผนังหลอดเลือด เกิดเป็นคราบไขมันที่ทำให้หลอดเลือดตีบลง เลือดไหลเวียนได้น้อยลง อวัยวะต่างๆ ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
ที่อันตรายที่สุดคือคราบไขมันเหล่านี้อาจหลุดและไปอุดหลอดเลือด ที่หัวใจทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือที่สมองทำให้เกิดอัมพฤกษ์อัมพาต ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้มักเกิดโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า
สำคัญ: ไขมันในเลือดสูงไม่มีอาการในระยะแรกเลย วิธีเดียวที่จะรู้ได้คือการตรวจเลือด ผู้ที่อายุเกิน 40 ปีควรตรวจอย่างน้อย 1-2 ปีต่อครั้ง และควรงดอาหาร 8-12 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือดเพื่อให้ผลแม่นยำ
ปัจจัยที่ทำให้ไขมันในเลือดสูง
ไขมันในเลือดสูงเกิดจากปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน บางส่วนเปลี่ยนไม่ได้ เช่น พันธุกรรมและอายุ แต่หลายอย่างเราจัดการได้ด้วยตัวเอง
- การกินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน เนย กะทิ น้ำมันปาล์ม
- การกินอาหารทอด อาหารแปรรูป ขนมอบที่มีไขมันทรานส์
- น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ โดยเฉพาะไขมันสะสมรอบเอว
- ขาดการออกกำลังกาย นั่งทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- การสูบบุหรี่ ซึ่งลดระดับไขมันดี (HDL)
- ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูง
- มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ภาวะอ้วนลงพุง
วิธีดูแลตัวเองให้ไขมันในเลือดอยู่ในเกณฑ์ดี
การปรับพฤติกรรมเป็นวิธีแรกที่แพทย์มักแนะนำก่อนใช้ยา เพราะหลายคนสามารถลดระดับไขมันลงได้อย่างมีนัยสำคัญด้วยการเปลี่ยนวิถีชีวิต โดยเฉพาะในผู้ที่ค่ายังไม่สูงมากและไม่มีโรคแทรกซ้อน
เลือกอาหารให้เป็น
เพิ่มผัก ผลไม้ และธัญพืชเต็มเมล็ดในมื้ออาหาร เลือกเนื้อปลาหรือไก่ส่วนไม่ติดหนัง แทนเนื้อแดงและเนื้อแปรรูป ใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันรำข้าวแทนน้ำมันหมูและกะทิ และเพิ่มถั่วเปลือกแข็งเช่น อัลมอนด์ วอลนัท ในปริมาณพอเหมาะ
เคลื่อนไหวให้พอ
ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ การออกกำลังกายช่วยเพิ่มไขมันดี (HDL) และลดไตรกลีเซอไรด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขั้นตอนสำหรับผู้ที่เพิ่งทราบว่ามีไขมันสูง
- ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงโดยรวม ไม่ใช่ดูเฉพาะค่าไขมัน
- ปรับอาหารและเริ่มออกกำลังกายเป็นเวลา 3 เดือน แล้วตรวจซ้ำ
- ลดน้ำหนักลง 5-10% จากน้ำหนักตัวปัจจุบันถ้ามีน้ำหนักเกิน
- หากปรับพฤติกรรมแล้วยังไม่ดีขึ้น และแพทย์สั่งยา ต้องกินยาตามคำสั่งสม่ำเสมอ
- ตรวจเลือดติดตามทุก 3-6 เดือนตามคำแนะนำของแพทย์
รู้หรือไม่?
การงดไข่จะช่วยลดคอเลสเตอรอลจริงหรือไม่?
งานวิจัยล่าสุดพบว่าไข่ไม่ใช่สาเหตุหลักของคอเลสเตอรอลสูงในคนส่วนใหญ่ ผู้ที่มีสุขภาพดีกินไข่วันละ 1 ฟองได้โดยไม่กระทบไขมันในเลือดมากนัก ผู้ร้ายตัวจริงคือไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์จากอาหารทอดและขนมอบ ซึ่งกระตุ้นให้ตับสร้าง LDL มากกว่าตัวคอเลสเตอรอลในอาหารเสียอีก
เมื่อไหร่ควรปรึกษาแพทย์
ผู้ที่อายุเกิน 40 ปีควรตรวจเลือดดูระดับไขมันเป็นประจำ และควรไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการดังต่อไปนี้ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนจากไขมันในเลือดสูง
- เจ็บแน่นหน้าอก โดยเฉพาะตอนออกแรงหรือเครียด
- หายใจลำบาก เหนื่อยง่ายผิดปกติ
- ปวดน่องเวลาเดิน หายเมื่อหยุดพัก
- เวียนศีรษะ ตาพร่ามัวเฉียบพลัน หรืออ่อนแรงครึ่งซีก
- มีก้อนไขมันใต้ผิวหนัง โดยเฉพาะที่เปลือกตา ข้อศอก หรือเอ็นร้อยหวาย
Key Takeaways
สรุป — สิ่งที่ควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้
- ตรวจเลือดดูระดับไขมันอย่างน้อย 1-2 ปีต่อครั้ง สำหรับผู้ที่อายุเกิน 40 ปี
- ลดอาหารทอด ขนมอบ และอาหารแปรรูปที่มีไขมันทรานส์
- เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด และเนื้อปลาในมื้ออาหาร
- ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ ลดเอวให้น้อยกว่าครึ่งของส่วนสูง
- หากแพทย์สั่งยา ต้องกินอย่างสม่ำเสมอ ไม่หยุดเองแม้ค่าจะดีขึ้น