ฝ้าและกระเป็นปัญหาผิวที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงไทย โดยเฉพาะผู้ที่อายุ 30 ปีขึ้นไป หลายคนใช้เงินไปกับครีมและทรีตเมนต์มากมายแต่ผลที่ได้กลับไม่ดีอย่างที่หวัง เพราะส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าฝ้าและกระเกิดจากอะไรและแตกต่างกันอย่างไร

วันนี้ ดร.เจิ้น อยากชวนทุกท่านมาทำความเข้าใจฝ้าและกระในมุมมองทางการแพทย์ เพื่อให้การดูแลผิวเป็นไปอย่างถูกต้อง ไม่ตกเป็นเหยื่อของผลิตภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น และได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนมากกว่า

ฝ้ากับกระ — แตกต่างกันอย่างไร

หลายคนเรียกรวมกันว่า "ฝ้ากระ" จนแยกไม่ออกว่าตัวเองเป็นแบบไหน ทั้งที่จริงแล้วทั้งสองภาวะมีสาเหตุและวิธีดูแลที่ต่างกัน การวินิจฉัยให้ถูกต้อง คือก้าวแรกของการรักษาที่ได้ผล

กระ (Freckles)

เป็นจุดสีน้ำตาลขนาดเล็ก กลม ขอบเขตชัดเจน มักพบบนใบหน้าโดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้มและจมูก เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีตอบสนองต่อแสงแดดมากกว่าปกติ มีปัจจัยทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องสูง ผู้ที่มีผิวขาวและคนในครอบครัวมีกระมักจะเป็นตามไปด้วย

ฝ้า (Melasma)

เป็นปื้นสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม ขอบเขตไม่ชัด มักขึ้นเป็นสองข้างของใบหน้า บริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก เหนือริมฝีปาก เกิดจากการกระตุ้นของฮอร์โมนร่วมกับแสงแดด พบมากในผู้หญิงวัย 30-50 ปี โดยเฉพาะหลังคลอด ใช้ยาคุมกำเนิด หรืออยู่ในวัยใกล้หมดประจำเดือน

รู้หรือไม่?

ฝ้ามีหลายชนิด และแต่ละชนิดดูแลไม่เหมือนกัน?

ฝ้าแบ่งได้เป็น 3 ชนิดหลัก คือ ฝ้าตื้นที่อยู่ในชั้นหนังกำพร้า ฝ้าลึกที่อยู่ในชั้นหนังแท้ และฝ้าผสมที่มีทั้งสองชั้น ฝ้าตื้นมักรักษาได้ผลดีและจางลงได้ ส่วนฝ้าลึกรักษายากกว่ามาก และมักกลับมาใหม่ การวินิจฉัยโดยแพทย์ผิวหนังจึงสำคัญก่อนเริ่มรักษา

ปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ้าและกระ

ฝ้าและกระเกิดจากปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ไม่ใช่สาเหตุเดียว การจะดูแลให้ได้ผลจริงต้องจัดการที่ต้นเหตุไม่ใช่แค่ทาครีมหวังให้จาง

สำคัญ: แม้คุณจะอยู่ในร่ม ทำงานในออฟฟิศ หรือขับรถเป็นส่วนใหญ่ แสง UV ก็ยังผ่านกระจกได้ และแสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ ก็เป็นปัจจัยกระตุ้นฝ้าได้เช่นกัน การทากันแดดทุกวันจึงจำเป็น ไม่ใช่เฉพาะวันออกแดด

ฝ้า กระ
การปกป้องผิวจากแสงแดดทุกวันเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการดูแลฝ้าและกระ

วิธีดูแลฝ้าและกระให้ได้ผลจริง

การดูแลฝ้าและกระต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ ไม่มีทางลัดและไม่มีครีมไหนที่ทาแค่สัปดาห์เดียวจะหายขาด หลักการสำคัญคือทำพร้อมกันสามอย่าง คือ ป้องกันแสงแดด ลดเม็ดสีที่มีอยู่ และฟื้นฟูสุขภาพผิวจากภายใน

ปกป้องจากแสงแดด

ทาครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไปทุกวัน เน้นที่มี PA สูง (PA+++) หรือกันแดดที่ปกป้องแสงสีฟ้าได้ด้วย ทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมงหากออกแดดต่อเนื่อง ใช้หมวกปีกกว้างและแว่นกันแดดเสริม โดยเฉพาะช่วง 10.00-15.00 น.

ดูแลผิวจากภายนอก

ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมช่วยลดเม็ดสี เช่น วิตามินซี ไนอะซินาไมด์ อาร์บูติน ทรานเอกซามิคแอซิด และทาให้สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการขัดถูผิวแรงๆ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวระคายเคือง เพราะการอักเสบจะกระตุ้นฝ้าให้เข้มขึ้น

ดูแลจากภายในร่างกาย

กินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักใบเขียว ผลไม้สีสด ดื่มน้ำให้เพียงพอ นอนหลับให้ได้ 7-8 ชั่วโมง จัดการความเครียด สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผิวฟื้นฟูตัวเองได้ดีขึ้น และลดการกระตุ้นฮอร์โมนที่ทำให้ฝ้าเข้มขึ้น

ขั้นตอนสำหรับผู้ที่เริ่มมีฝ้าหรือกระ

  1. เริ่มจากการทากันแดดทุกเช้าอย่างจริงจัง ก่อนคิดเรื่องครีมรักษา
  2. ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อวินิจฉัยว่าเป็นฝ้าชนิดไหน หรือเป็นกระจริงๆ
  3. ใช้ผลิตภัณฑ์ลดเม็ดสีที่เหมาะกับสภาพผิวอย่างสม่ำเสมอ 2-3 เดือนขึ้นไป
  4. หลีกเลี่ยงการลอกผิวเอง บีบสิว หรือใช้ผลิตภัณฑ์รุนแรงที่ทำให้ผิวอักเสบ
  5. หากต้องการทำหัตถการ เช่น เลเซอร์ ควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
  6. ตรวจติดตามผลและปรับแผนการดูแลทุก 2-3 เดือน

รู้หรือไม่?

ครีมที่อ้างว่าหายฝ้าใน 7 วันเป็นไปได้จริงหรือ?

ในทางการแพทย์เป็นไปไม่ได้ การลดเม็ดสีในผิวต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-8 สัปดาห์ ถึงจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงเพราะวงจรของเซลล์ผิวใช้เวลาประมาณ 28 วัน ครีมที่ทำให้ผิวขาวเร็วผิดปกติมักมีสารอันตราย เช่น ปรอท สเตียรอยด์ หรือไฮโดรควิโนนความเข้มข้นสูง ซึ่งอาจทำให้ผิวบาง เป็นฝ้าถาวร หรือเป็นพิษต่อร่างกายในระยะยาว

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

ในยุคที่ข้อมูลด้านความสวยงามท่วมท้น มีหลายความเชื่อที่ส่งต่อกันมาแต่ไม่ถูกต้องในทางการแพทย์ ทำให้หลายคนเสียเงินและเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ได้ผล หรือแย่กว่านั้นคือทำให้ผิวเสียหาย

Key Takeaways

สรุป — สิ่งที่ควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้

  • ทากันแดด SPF 30 PA+++ ขึ้นไปทุกวัน ไม่ว่าจะออกแดดหรือไม่
  • หลีกเลี่ยงการขัดถู บีบสิว หรือใช้ผลิตภัณฑ์รุนแรงที่ทำให้ผิวอักเสบ
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ลดเม็ดสีที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างสม่ำเสมอ
  • กินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ดื่มน้ำเพียงพอ นอนหลับให้พอ
  • ปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อนเริ่มทรีตเมนต์หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์แรง
  • ใจเย็น การดูแลฝ้าและกระต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือนถึงจะเห็นผล